การนั่งสมาธิช่วยให้
คำพูดจากบัณฑิตทันตแพทย์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2550
หนูจะคิดว่า คนไข้ทุกคนคือญาติของหนู หนูรักทุกคน อยากให้เขาพ้นทุกข์ เพราะหนูคิดว่าหน้าที่นี้ทำให้หนูได้บุญมากค่ะ ตอนนี้เวลาส่วนใหญ่ของหนูก็จะหมดไปกับการรักษาคนไข้ค่ะ แต่หนูก็ยังไม่ลืมที่จะนั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอทุกวันไม่เคยขาดค่ะ เพราะการนั่งสมาธิทำให้หนูรู้สึกมีความสดชื่น เบิกบาน มีความสุขมาก แม้จะทำงานเหนื่อยๆกลับมา หนูรู้สึกแปลกมากเลยนะคะ ที่บางวันหนูรักษาผู้ป่วยเกือบ 50 คน แต่เมื่อหนูมานั่งสมาธิ แทนที่หนูจะมีแต่ความเหน็ดเหนื่อย กลับกลายเป็นว่าใจของหนูจะแช่มชื่น ผ่องใส รู้สึกว่าใจของเรามีความอ่อนโยนละเอียดอ่อน มีแต่ความรัก เมตตากรุณาและปรารถนาดีกับทุกๆคน และร่างกายของหนูจะรู้สึกเบาสบายอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ
จากนั้น ความสบาย และความนิ่ง นุ่มนวลนี้ก็จะทำให้หนูเห็นความสว่างสดใสภายในกลางท้องของหนูอย่างง่ายๆ ความใสสว่างมาพร้อมกับความรู้สึกที่มีความสุข ใจของหนูก็ขยายกว้างออกไปเรื่อยๆไม่มีขอบเขตสิ้นสุด จากนั้นในกลางท้องของหนูที่มีความสว่างสดใส ก็จะมีมวลกลมใสมาแทนที่ แล้วมวลนั้นก็จะเปลี่ยนกลายเป็นองค์พระบางเบา ซึ่งท่านไม่มีสีค่ะ มีแต่ความใสสว่าง งดงามมากๆเลยค่ะ ตอนนี้หนูมีความสุขมากค่ะ และความรัก ความเมตตาและความปรารถนาดี ที่มีกับทุกๆคนก็เพิ่มขึ้นมากมายสุดประมาณได้ ความเหน็ดเหนื่อยหมดไปเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ
ทันตแพทย์หญิงกุลธิดา รักษ์ศีลขันธ์ (ลูกชมพู่ค่ะ)
เกียรติประวัติ ทันตแพทย์หญิงกุลธิดา รักษ์ศีลขันธ์ (ลูกชมพู่)
รางวัลด้านการศึกษา
1.รางวัลคะแนนสูงสุด ของทุกรายวิชาที่ศึกษาของระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 (ป.4), ป. 5 มัธยมศึกษาปีที่ 1 (ม.1), ม.3, ม.4, ม.5 และ ม.6
2.รางวัลผลการสอบได้เป็นที่1 ของแผนการเรียน วิทย์-คณิต โดยมีคะแนนเฉลี่ย 3.96 ของระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
3.รางวัลผลการเรียนสูงสุด อันดับที่1 ของประเทศของคณะแพทย์ ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (Entrance) ปี พ.ศ.2544
4.รางวัลผลการเรียนสูงสุด เป็นอันดับที่1 ของนักศึกษาทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับรางวัลต่อเนื่องทุกปี ตั้งแต่เรียนชั้นปีที่ 1 ถึงชั้นปีที่ 6
5.รางวัลนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีเด่น ประจำปีการศึกษา 2549 จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น
6.รางวัลประกาศนียบัตรและทุนการศึกษา ชนะเลิศการประกวดผลงานวิจัยทางคลินิก จากฝ่ายวิจัย คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
7.ในปี พ.ศ.2549 สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมเหรียญทองอันดับหนึ่ง สาขาวิชาทันตแพทยศาสตร์ จากคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ด้วยเกรดเฉลี่ยสะสม 3.97
รางวัลอื่นๆ
1.ขณะเรียนอยู่ประถมศึกษาชั้นปีที่4 ชนะเลิศการประกวดร้อยกรอง อ่านจับใจความ
2.ขณะเรียนอยู่ประถมศึกษาชั้นปีที่5 ชนะเลิศการแข่งขันตอบปัญหาภาษาไทย
3.รางวัลผู้ทำกิจกรรมดีเด่นด้านการมีระเบียบวินัยของสำนักงานประสานงานเยาวชนแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2537
4.รางวัลผู้ทำกิจกรรมดีเด่นด้านการขยันหมั่นเพียรทางการศึกษา จากสำนักงานประสานงานเยาวชนแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2543
ด้านศาสนา
1.ขณะเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่4 ผ่านการศึกษาตามหลักสูตรพุทธศาสนาวันอาทิตย์ นักธรรมตรี
2.ขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับจังหวัดและภูมิภาค ในการสอบตอบปัญหาธรรมะ ทางก้าวหน้า ครั้งที่ 17 ประจำปี พ.ศ.2541
3.ขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่6 ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับจังหวัด ในการสอบตอบปัญหาธรรมะ ทางก้าวหน้า ครั้งที่ 19 ประจำปี พ.ศ.2543
4.ขณะศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น สมัครเข้าเป็นสมาชิกของชมรมพุทธศาสตร์ และทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการชมรมพุทธฯ ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 1 จนถึงชั้นปีที่ 6
5.ขณะเรียนอยู่ชั้นปีที่6 ในคณะทันตแพทย์ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานการจัดสอบตอบปัญหาธรรมะ ทางก้าวหน้า หรือที่เรียกว่า Supervisor โครงการตอบปัญหาธรรมะ ทางก้าวหน้า ครั้งที่ 25 ประจำปี พ.ศ.2549
ปัจจุบันปฏิบัติราชการตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายทันตสาธารณสุข โรงพยาบาลพรเจริญ จังหวัดหนองคาย
พฤติกรรมที่ทำให้สมองฝ่อเร็ว
10 พฤติกรรมที่ทำให้สมองฝ่อเร็ว [ 12 ก.ย. 2550 ] - [ ผู้อ่าน : 626 ]
เกร็ดความรู้มี 10 พฤติกรรมที่ทำให้สมองฝ่อเร็วมาบอกกัน...
1.ไม่ทานอาหารเช้า จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ นี่จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม
2.กินอาหารมากเกินไป จะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น
3.สูบบุหรี่ สาเหตุที่ทำให้เป็นโรคสมองฝ่อและโรคอัลไซเมอร์ 4.ทานของหวานมากเกินไป ไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารเป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาของสมอง 5.มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไปจะทำให้ ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง
6.อดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้ เพราะการนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อน
7.นอนคลุมโปง ไปเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้น ลดออกซิเจนให้น้อยลง ส่งผลต่อประสิทธิภาพ การทำงานของสมอง
8.ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว 9.ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง การขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ
10.เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง
รู้อย่างนี้แล้วก็หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ว่า เพื่อจะได้มีสมองที่ดี ดีกว่า
ที่มา- 
นั่งสมาธิที่ไหนดี
คงไม่ใช่เรื่องธรรมดา หากว่ามีสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีการเปิดให้มีการนั่งสมาธิ 7 วัน มีผู้คนสนใจมาสมัครจนเต็มหลายๆ รุ่นติดต่อกัน จนเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าตัดสินใจช้า ปีหน้าจึงจะมีสิทธิ์ไป
คงไม่ใช่เรื่องธรรมดา หากว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการ และผู้มีฐานะทางสังคม จะใช้เวลา 7 วันเพื่อมายังสถานที่แห่งนี้ แทนที่จะบินไปช้อปปิ้งต่างประเทศ หรือไปแสวงหาธรรมชาติที่สวยงาม หรือสู่สถานบันเทิงระดับโลก
และคงไม่ใช่เรื่องธรรมดา หากว่าผู้ที่ไปเยือนแล้ว ต้องกลับไปเยี่ยมอีก ครั้งแล้ว ครั้งเล่า...
หากคุณได้มายังสถานที่แห่งนี้ สวนพนาวัฒน์ จังหวัดเชียงใหม่ คุณก็จะเดินทางไปถึงฝั่งแห่งความเข้าใจและประทับใจ เพราะสวนพนาวัฒน์ ไม่ใช่เฉพาะสถานที่ที่งดงามด้วยธรรมชาติท่ามกลางอากาศที่เย็นสบายเท่านั้น แต่ยังมีความเหมาะสมในการเป็นที่พักทางใจ ให้ ใจ ได้ หยุด ใน บ้าน คือ วงกาย อย่างสบาย แม้การหยุดใจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ก็ไม่ไกลจนเอื้อมไม่ถึง
ด้วยเหตุนี้ สวนพนาวัฒน์จึงผลิบานเหนือสถานที่ใดๆ ที่เราได้เคยไปถึง และถ้าหากจะใช้พื้นที่ในหน้าเว็บไซต์พรรณนาถึงพนาวัฒน์ ก็คงไม่เท่ากับการเข้าร่วม เรียนรู้ อยู่กิน บนผืนดินแห่งการบรรลุธรรมแห่งนี้
สวนพนาวัฒน์ เปิดรับผู้สนใจในการฝึกสมาธิจากทั่วโลก มีการสอนธรรมปฏิบัติเป็นภาษาไทย โดยมีพระอาจารย์ผู้มีประสบการณ์ในการสอนสมาธิ และมีเจ้าหน้าที่ หรือพี่เลี้ยงคอยดูแลผู้มาปฏิบัติธรรม รวมเรียกกลุ่มคณะทำงานชุดนี้ว่า โครงการปฏิบัติธรรมพิเศษ หรือ ดอกไม้บาน ซึ่งเป็นหน่วยงานบุญที่ทำให้ผู้สนใจการปฏิบัติธรรมได้ค้นพบกับสันติสุขภายในมากว่า 12 ปี
ด้วยระยะเวลาที่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงภาวะจิตใจให้ก้าวไปสู่ความสงบ การบริหารจัดการที่ค่อนข้างลงตัว ทั้งในเรื่องการพักอาศัย อาหาร และการเดินทางไปกลับ ทำให้ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมที่สวนพนาวัฒน์หลายๆ ท่าน สามารถรับรู้ด้วยตนเอง และตอบตนเองว่า ที่นี่คือ สวรรค์บนดิน
http://www.dokmaiban.com/main/index.php?option=com_content&task=view&id=18&Itemid=41
สมาธิมีกี่ประเภท
โดยปกติแล้ว มนุษย์ย่อมจะเกลียดความทุกข์และมุ่งแสวงหาความสุขให้กับตนเอง แต่ความสุขที่ ต่างคนต่าง แสวงหานั้น ส่วนใหญ่เป็นเพียงความสุขที่ให้ผลชั่วครั้งชั่วคราวหรือเป็นความสุขภายนอก ที่ยังไม่สามารถทำให้จิตใจคลายจากรากเหง้าของความทุกข์และนำไปสู่ความสุข ที่ถาวรได้ ทั้งนี้ เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่นั้น ยังไม่เข้าใจว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตใจนั้น จะต้องแก้ที่จิตใจ หาใช่แก้ที่ร่างกายหรือสิ่งที่เป็นปัจจัยภายนอก เช่น มีการเสพยาเสพติด การเที่ยวเตร่เฮฮา ซึ่งเป็นการทำให้จิตใจเพลิดเพลิน ลืมความทุกข์ไปชั่วขณะ แต่ในที่สุดก็หาได้ทำให้พ้นจากความทุกข์ดังกล่าวได้ ดังนั้น การทำสมาธิ จึงเป็นวิธีการที่สำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและนำไปสู่การพ้นจากความ ทุกข์ได้อย่างแท้จริง ดังจะพบว่าปัจจุบัน ผู้คนในสังคมต่างๆ โดยเฉพาะในสังคมของประเทศตะวันตก เริ่มให้ความสนใจกับการฝึกสมาธิกันแพร่หลายมากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม การฝึกสมาธิที่มีการสอนกันโดยทั่วไปนั้น มีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน เช่น เพื่อการแสดงฤทธิ์ทางใจในรูปของการปลุกเสก ร่ายคาถา อาคม เป็นต้น ซึ่งย่อมทำให้ผู้คนเกิดศรัทธา ชื่นชม ยกย่องในความเก่งกล้าสามารถ หรือการฝึกสมาธิบางประเภทก็มุ่งเพื่อการเจริญสติ ก่อให้เกิดปัญญา นำไปสู่ทางพ้นทุกข์ หากจะอธิบายโดยทั่วไปได้คือ สมาธิที่มีการสอนในโลกนี้สามารถจัดแบ่งได้หลายประเภทตามหลักปฏิบัติ วิธีการ หรืออื่นๆ มากมาย ในเบื้องต้นนี้ สมาธิสามารถจัดแบ่งเป็นประเภทได้ ดังต่อไปนี้ คือ

1. สัมมาสมาธิ
การ ฝึกสมาธิเพื่อให้เกิดประโยชน์และคุณค่า ผู้ฝึกหรือผู้ปฏิบัติย่อมต้องการที่จะฝึกหรือปฏิบัติในแนวทางที่ถูกต้อง ซึ่งนอกจากจะฝึกหรือปฏิบัติได้ถูกต้องแล้ว จำเป็นจะต้องทราบว่าวัตถุประสงค์ของการฝึกหรือปฏิบัติเพื่ออะไร ทั้งนี้การฝึกสมาธิในแนวทางที่ถูกต้องในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าสัมมาสมาธิ และสัมมาสมาธินั้น โดยความหมายทั่วไป หมายถึงการตั้งจิตมั่นชอบ ซึ่งในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึงสัมมาสมาธิไว้หลายแห่ง โดยได้อธิบายความหมาย ตลอดจนลักษณะของสัมมาสมาธิไว้
2. มิจฉาสมาธิ
มิจฉาสมาธิ โดยความหมายที่ตรงข้ามกับสัมมาสมาธินั้น ก็หมายถึงการตั้งมั่นจิตที่ไม่ชอบ หรือ การที่จิตตั้งมั่น ในสิ่งที่ผิด ซึ่งในพระไตรปิฎ1 ได้อธิบายว่าที่ชื่อว่า มิจฉาสมาธิ เพราะตั้งมั่นตามความไม่เป็นจริง ดังนั้น มิจฉาสมาธิจึงเป็นสิ่งที่แตกต่างจากสัมมาสมาธิ นั่นคือ มิจฉาสมาธิจะทำให้จิตซัดส่าย ฟุ้งซ่าน เป็นสภาพจิตที่
ส่งออกนอกเพื่อไปมีความพอใจในกามคุณ 5 อย่าง คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ซึ่งทำให้จิตระคนปนเจือไปด้วยความตรึกไปในกาม ดังนั้น มิจฉาสมาธิจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำให้กิเลสคือ โลภะ โทสะ และโมหะ เบาบางลงได้ และไม่ใช่หนทางที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดคือ พระนิพพานได้ ทั้งนี้ในพระไตรปิฎกได้อธิบายไว้อีกว่า
มิจฉาสมาธิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน? ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความ ไม่ ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ ความตั้งใจผิด ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า มิจฉาสมาธิมีในสมัยนั้น2
ดังนั้น การฝึกสมาธิ จึงต้องยึดปฏิบัติตามหลักสัมมาสมาธิ ด้วยการไม่ส่งใจไปเกาะเกี่ยวกับกามคุณ ไม่ปล่อยใจให้ซัดส่ายเพลิดเพลินใน รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัสทางกาย โดยในทางตรงข้าม จะต้องน้อมใจให้อยู่ภายในกาย ให้ตั้งมั่น ไม่ซัดส่าย ไม่ฟุ้งซ่าน หมั่นพิจารณาสภาวะที่ปรากฏตามความเป็นจริง พร้อมด้วยการละโทสะ โมหะ และโทสะ ที่เกิดขึ้นในใจของตน อันจะสามารถนำไปสู่ทางพ้นทุกข์ และจะทำให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนาได้
ประเภทของสมาธิจำแนกตามการวางใจ
สมาธิสามารถจำแนกได้ตามวิธีการกำหนดวางที่ตั้งของใจ หรือแบ่งตามที่ตั้งของใจในขณะที่เจริญสมาธิ ได้ 3 ประเภท ดังนี้ คือ 1. ประเภทวางใจไว้นอกร่างกาย 2. ประเภทวางใจในตัวส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย 3. ประเภทวางใจไว้ในร่างกายที่ศูนย์กลางกาย
1. ประเภทวางใจไว้นอกร่างกาย
วิธีส่งจิตหรือใจออกข้างนอก เป็นวิธีที่ส่วนใหญ่ในโลกนี้ได้ใช้ฝึกกัน คือเอาใจส่งออกไปข้างนอกกาย เพราะเป็นวิธีการที่ง่าย เนื่องจากปกติคนส่วนใหญ่มักมีนิสัยชอบมองไปข้างนอก ดังนั้นการส่งจิตออกไปข้างนอกจึงสบาย ง่าย และทำได้กันเกือบจะทุกคน แต่ข้อเสียก็มี คือจะมีภาพนิมิตลวงเกิดขึ้นมา เป็นนิมิตเลื่อนลอยไม่ใช่ของจริงเกิดขึ้น บางนิมิตก็น่าเพลิดเพลิน บางนิมิตเห็นแล้วก็น่าสะดุ้งหวาดเสียว ถ้าหากว่าได้ครูที่ไม่ชำนาญ ไม่มีประสบการณ์เป็นผู้แนะนำ จะทำให้จิตออกไปข้างนอก และเป็นสาเหตุที่ทำให้ได้ยินบ่อยครั้งว่าการปฏิบัติธรรมฝึกจิตเป็นเหตุให้ เป็นบ้า ซึ่งที่จริงเกิดจากการวางใจไว้ผิดที่ โดยเอาออกไปสู่ข้างนอก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจึงผิดมากกว่าถูก เก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ในโลกนี้ฝึกจิตด้วยวิธีการแบบนี้ ไม่ทางสู่ความพ้นทุกข์ ไม่เข้าถึงสรณะ เข้าไม่ถึงที่พึ่งที่ระลึกภายในตัว และเป็นโอกาสให้หลงตัวเอง พลาดพลั้ง และเดินผิดทางได้
2. ประเภทวางใจในตัวส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย
ประเภทที่ 2 จะเป็นการเอาใจมาไว้ข้างใน หรือคือการเอาความรู้สึกอยู่ภายในแล้วก็หยุดนิ่งเฉย ๆ ลอยๆ อยู่ภายในตัวของเราตามฐานต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วมักจะอยู่ที่บริเวณทรวงอก แล้วหยุดนิ่งสงบ มีความเย็นกายเย็นใจเกิดขึ้น มีสติ มีปัญญา มีความรู้รอบตัวเกิดขึ้นบ้าง ซึ่งการปฏิบัติด้วยวิธีที่สองนี้มีอยู่น้อยในโลก วิธีอย่างนี้ยังถือว่าถูกมากกว่าผิด เช่น ถ้าจิตฝึกฝนด้วยการปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรทั้งสิ้น แล้วก็ปล่อยให้สงบนิ่ง อยู่ภายในตัว จะทำให้รู้สึกมีความสุขอยู่ภายใน และการทำสมาธิแบบนี้จะทำให้มีความรู้สึกว่าเราไม่ติดอะไรเลย ไม่ยินดียินร้าย ปล่อยวางสงบ สว่างเย็น อยู่เฉยๆ อยู่ภายใน จะไม่ค่อยมีนิมิตเลื่อนลอยเกิดขึ้น เพราะว่าปล่อยวางหมด เอาแต่ความบริสุทธิ์ผ่องใสอย่างเดียว ให้สงบเย็น ความรู้ต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นกว้างขวางกว่าเดิมมาก แต่ก็ยังเข้าไปไม่ถึงการพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม จึงยังไม่ได้ชื่อว่าเข้าถึงไตรสรณคมน์ หรือหนทางพ้นทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง
3. ประเภทวางใจไว้ในร่างกายที่ศูนย์กลางกาย
ประเภทที่ 3 เป็นการฝึกใจโดยการเอาใจมาหยุดนิ่งภายในกลางกาย หรืออยู่ที่ตรงฐานที่ 7 หยุดจนกระทั่งถูกส่วน แล้วเห็นปฐมมรรคเกิดขึ้นมาเป็นดวงสว่าง ได้ดำเนินจิตเข้าไปในทางนั้น กลางของกลางปรากฏการณ์นั้น เข้าไปเรื่อย ๆ โดยเอามรรคมีองค์แปดประการขึ้นมาเป็นเครื่องปฏิบัติ


(ภาพ ฐานการวางใจ)
คำว่า มรรค แปลว่าหนทาง หมายความว่าทางเดินของใจ ทางเดินของใจที่จะเข้าไปสู่ภายใน จนกระทั่งหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย โดยอาศัยศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเครื่องกลั่นกรองใจ ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้ผ่องใสขึ้นไปตามลำดับ จนกระทั่งเข้าไปถึงธรรมกายที่บริสุทธิ์หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย
ตรงฐานที่ 7 ตรงนี้ที่เดียวจึงจะเห็นหนทาง แล้วก็ดำเนินจิตเข้าไปตามลำดับจนกระทั่งเข้าถึงธรรมกาย สิ่งนี้คือหลักในทางพระพุทธศาสนา เป็นหลักของการสร้างความสุขให้กับชีวิตในโลก ใครอยากจะหลุดอยากจะพ้น ก็ต้องทำมรรคให้เกิดขึ้นมา แล้วก็ดำเนินจิตเข้าไปตามลำดับ จนกระทั่งเข้าถึงธรรมกาย
นอกจากนี้ถ้ากล่าวถึงวิธีการในการปฏิบัติสมาธิโดยละเอียดขึ้น จะพบวิธีที่ปรากฏอยู่ในตำราต่างๆ เช่น วิสุทธิมรรค ถึง 40 วิธี3 ซึ่งวิธีทั้ง 40 นั้น ต่างก็มีเป้าหมายอันเดียวกัน คือ การทำใจให้ถูกส่วนและเข้าถึงพระธรรมกายภายใน ถ้าหากว่าเรานำใจของเรามาตั้งไว้ตรงที่ฐานที่ ๗ แล้วก็เริ่มต้นอย่างง่าย ๆ ด้วยวิธีการดังกล่าว จะเริ่มต้นจากกสิณ10 อสุภะ 10 อาหาเร ปฏิกูลสัญญา อนุสติ 10 หรืออะไรก็ตาม อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าใจหยุดถูกส่วนตรงฐานที่ 7 นี้แล้ว ดำเนินจิตให้เข้าสู่ภายใน และดำเนินจิตเข้าไปตามลำดับ ไม่ช้าก็จะพบธรรมกาย ซึ่งสิ่งนี้มีอยู่แล้วในตัวของพวกเราทุกคน ไม่ใช่เป็นสิ่งใหม่ แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วและสามารถเข้าถึงได้ทุกคนที่ปฏิบัติตามได้อย่าง ถูกวิธี
สมาธิคืออะไร
สมาธิคืออะไร? [ 1 ม.ค. 2549 ] - [ ผู้อ่าน : 31329 ]

เมื่อกล่าวถึงสมาธิ ต้องเข้าใจในเบื้องต้นว่า สมาธิมิใช่เรื่องของ ฤๅษี ชีไพรหรือมิใช่เป็นเรื่องที่ประพฤติปฏิบัติได ้เฉพาะผู้ที่เป็นนักบวชเท่านั้น แต่สมาธิเป็นเรื่องของการฝึกฝนอบรมจิตใจ และเป็นการพัฒนาจิตใจให้มีความมั่นคง ตั้งมั่น และทำให้มีคุณภาพทางจิตใจที่ดีขึ้น ซึ่งในทางพระพุทธศาสนานั้น สมาธิสามารถประพฤติปฏิบัติได้ ทั้งเพื่อประโยชน์ต่อความมีชีวิตที่อยู่เป็นสุขในเพศภาวะของผู้ที่ยังครอง เรือน และยังเป็นการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้นสำหรับผู้ที่เป็นนักบวชอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม สมาธิ ถือเป็นเรื่องสากล กล่าวคือ มิใช่เฉพาะพุทธศาสนิกชนเท่านั้นที่จะสามารถปฏิบัติสมาธิได้ แม้ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นก็สามารถปฏิบัติสมาธิได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ การฝึกสมาธิจะเน้นให้ความสำคัญของการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ปฏิบัติเห็นผลด้วยตนเองแล้ว หากมีข้อสงสัยในเชิงปฏิบัติ ก็สามารถที่จะสอบถามจากผู้รู้ผู้ชำนาญได้อย่างตรงเป้าหมายหรือตรงต่อ ประสบการณ์ที่ตนเองได้ปฏิบัติมา และถึงแม้จะมีการอธิบายรายละเอียดความรู้ของสมาธิในเชิงทฤษฎี แต่กระนั้นก็มิอาจจะที่จะละเลยสมาธิในเชิงปฏิบัติได้
ความหมายของสมาธิ
การอธิบายความหมายของสมาธิ สามารถอธิบายได้ทั้งในเชิงลักษณะผลของสมาธิที่เกิดขึ้นและอธิบายในลักษณะในเชิงการปฏิบัติ เช่น สมาธิ คือความสงบ สบาย และความรู้สึกเป็นสุขอย่างยิ่งที่มนุษย์สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตนเอง เป็นข้อควรปฏิบัติ เพื่อการดำรงชีวิตทุกวันอย่างเป็นสุข ไม่ประมาท เต็มไปด้วยสติสัมปชัญญะและปัญญา อันเป็นเรื่องไม่เหลือวิสัย ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ง่ายๆ

ความหมายในเชิงลักษณะผลของสมาธิ
สมาธิ คือ อาการที่ใจตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวอย่างต่อเนื่อง หรือ อาการที่ใจหยุดนิ่งแน่วแน่ ไม่ซัดส่ายไปมา เป็นอาการที่ใจสงบรวมเป็นหนึ่งแน่วแน่ มีแต่ความบริสุทธิ์ผ่องใส สว่างไสวผุดขึ้นในใจ จนกระทั่งสามารถเห็นความบริสุทธิ์นั้นด้วยใจตนเอง อันจะก่อให้เกิดทั้งกำลังใจ กำลังขวัญ กำลังปัญญา และความสุขแก่ผู้ปฏิบัติในเวลาเดียวกัน1
ความหมายในเชิงลักษณะการปฎิบัติสมาธิ
กล่าวอีกนัยหนึ่งในเชิงลักษณะการปฏิบัติ สมาธิ แปลว่า ความตั้งมั่นของจิต หรือภาวะที่จิตแน่วแน่ต่อสิ่งที่กำหนด หรือการที่จิตกำหนดแน่วแน่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน
ความหมายในเชิงเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย
พระราชภาวนาวิสุทธิ์2 ได้ให้ความหมายของการทำสมาธิภาวนาในเชิงของการปฏิบัติว่า การทำสมาธิก็คือการทำใจของเราให้หยุดนิ่ง อยู่ภายในกลางกายของเรา กล่าวคือการดึงใจกลับเข้ามาสู่ภายใน อยู่กับเนื้อกับตัวของเรา ในอารมณ์ที่สบาย เป็นการดึงใจที่ซัดส่ายไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในความคิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว ธุรกิจการงาน การศึกษาเล่าเรียน เรื่องสนุกสนานเฮฮา หรือเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้ก็ตาม ดึงกลับมาไว้อยู่กับตัวของเราให้มามีอารมณ์เดียว ใจเดียว ซึ่งท่านได้อ้างอิงถึงพระมงคลเทพมุนี(หลวงปู่วัดปากน้ำฯ) ซึ่งได้เคยอธิบายเรื่องการทำสมาธิว่า คือการทำให้ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ รวมหยุดเป็นจุดเดียว หรือให้รวมหยุดเป็นจุดเดียวในอารมณ์ที่สบายที่กลางกายของเรา ซึ่งวิธีที่จะทำให้เกิดสมาธิเพื่อการเข้าถึงธรรมกายก็คือฝึกใจให้หยุดให้ นิ่งอยู่ภายใน
1พระภาวนาวิริยคุณ(เผด็จ ทัตตชีโว), [2545] พระแท้, ปทุมธานี, หน้า 210. 2 พระราชภาวนาวิสุทธิ์, [2537] บทพระธรรมเทศนา วันอาทิตย์ต้นเดือน,( 6 พฤศจิกายน 2537) ปทุมธานี.
เทคโนโลยีทีล้ำสมัย
"บทสัมภาษณ์ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา" ใช้สมาธิช่วยองค์การนาซ่าสำรวจอวกาศ
++แล้วในส่วนของผลงานการคิดค้นล่ะคะ มีที่มาที่ไปอย่างไร++
ตอนนั้นผมเป็นอาจารย์อยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พอสอนไปได้สัก 2 ปี รู้สึกว่าวิทยาการมันก้าวล้ำไปแล้ว ความรู้ ประสบการณ์ของเรามันล้าสมัย ผมก็เดินทางไปต่างประเทศ ส่วนใหญ่แล้วไปที่สหรัฐอเมริกา เพื่อที่จะได้ไปหาข้อมูลเรียนรู้อะไรต่างๆ เพิ่มเติม
เพื่อกลับมาสอนนิสิตนักศึกษาในประเทศไทย ผมก็ลาราชการไป บังเอิญเขาประกาศเกี่ยวกับยานอวกาศขององค์การนาซาที่จะไปสำรวจดาวอังคาร ก็พยายามสมัครเข้าไป คือเสนอโครงการเข้าไป ตอนแรกๆ เขาก็จะไม่รับคนต่างชาติ เพราะว่าเป็นความลับทางเทคโนโลยี แต่ผมก็เห็นว่ามันมีช่องโหว่ในกฎหมายที่เขาจะรับคนต่างชาติได้ โดยเฉพาะกรณีที่เขาขาดแคลนคนที่มีความรู้ทางด้านนั้น
ผมก็เลยดูว่ามีอะไรที่ทางอเมริกาเขาขาด ทำไม่สำเร็จ ผมดูแล้วก็มีอยู่อย่างเดียว คือช่วงนั้นปี พ.ศ.1971 อเมริกาและรัสเซียก็พยายามส่งยานอวกาศไปลงที่ดาวเคราะห์ โดยเฉพาะดาวอังคาร ดาวพุธ กับดาวศุกร์ แต่ปรากฏว่าล้มเหลวทุกครั้ง พอเขาส่งไปถึงมันจะตกลงไป มันจะกระแทกพื้นดิน พังใช้การไม่ได้ เพราะว่ามันอยู่ห่างไกลจากโลก ไม่สามารถควบคุมการร่อนลงได้จากโลกของเรา ฉะนั้นต้องเป็นระบบที่มันควบคุมตัวเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งอันนี้ทางอเมริกายังไม่ประสบผลสำเร็จ ผมก็เลยเสนอโครงการเข้าไปว่าผมจะช่วยสร้างชิ้นส่วนอันหนึ่งที่จะบังคับยานอวกาศให้ร่อนลงโดยอัตโนมัติลงสู่พื้นดินของดาวอังคารอย่างปลอดภัย
ตรงนี้เองที่ทำให้เขาสนใจและทำให้ผมเข้าไปร่วมในโครงการยานอวกาศได้
โดยเริ่มไปทำงาน ไม่ใช่กับองค์การนาซาโดยตรง เพราะนาซาเขาจะไม่สร้างอะไรเอง เขาจะให้บริษัทต่างๆ เป็นผู้ผลิต ฉะนั้นผมก็ต้องไปทำงานกับบริษัทในสหรัฐอเมริกา โดยอยู่ในโครงการอันนี้ที่ผมเสนอไป ตอนแรกทางสหรัฐอเมริกาเขาเช็คประวัติของผมก่อนว่าผมมีแนวโน้มเอียงไปทางซ้ายหรือเปล่า เขาระมัดระวังมาก เขาจะส่งคนไปสืบดูในทุกๆ แห่งที่ผมเคยอาศัยอยู่ รวมถึงที่ปารีสซึ่งเคยอยู่ 2 ปี ปรากฏว่าผ่านทุกอย่างไม่มีปัญหาอะไร เขาเลยให้ทำงาน ทำวิจัยไปประมาณ 1 ปี สร้างต้นแบบมาหลายต้นแบบ แต่ปรากฏว่าไม่ประสบผลสำเร็จ ใช้การไม่ได้
แต่หลังจาก 1 ปี ผมก็คิดขึ้นมาว่าวิธีการหาความรู้แบบตะวันตก มันใช้ไม่ได้ เพราะเราต้องอาศัยข้อมูลของคนอื่น เราต้องทำวิจัย เราต้องมาเปลี่ยนแปลงวิเคราะห์ ผมคิดว่าใช้วิธีของทางตะวันออกดีกว่าก็คือไปนั่งสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญา
ผมก็ปีนขึ้นไปอยู่บนภูเขาในรัฐแคลิฟอร์เนีย ใกล้ๆ เมืองลอสแองเจลิส และนั่งสมาธิอยู่ตามลำพัง จนกระทั่งจิตนิ่ง สงบ ปัญญามันก็เกิด ผมอยู่ 4 คืน 5 วัน วันที่ 5 กำลังนั่งอยู่เฉยๆ สงบนิ่ง ไม่คิดถึงโครงการยานอวกาศเลย อยู่ๆ มันก็แวบเข้ามา แล้วเราก็ได้คำตอบ เราก็ อ๋อ รู้แล้ว เข้าใจแล้ว แค่นี้ คือในการฝึกสมาธิจนปัญญาเกิด โดยที่เราไม่ต้องคิด มันจะไม่ผ่านระบบความคิดอะไร
|